วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560



MY Lip Talk series
pair : Myungsoo x Sungyeol
tag : #MYLiptalk


Myungyeol Lip Talk series [sf series]


Second color : Tom Ford 27 Bruised Plum






สิ่งที่มาคู่กับวงการมายาก็คงเป็นวงการปาปารัซซี่แหละ บางทีโลกใบนี้อาจจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นน้อยเกินไปจนเหล่าบรรดานักข่าวผู้กระหายผลตอบแทนต้องหันมาหาอะไรสกปรกๆ เอามาปัดฝุ่นตกแต่งสักนิดสักหน่อยด้วยการใส่สีตีไข่ ก่อนจะขายมันไปให้สำนักพิมพ์เพื่อความอยู่รอดของปากท้องตัวเอง


มือเรียวเควี้ยงโทรศัพท์ของตนเองลงบนเตียงอย่างแรงโดยไม่กลัวสักนิดว่ามันจะชำรุดด้วยความฉุนเฉียว ก่อนจะเดินกระแทกส้นเสียงดังออกจากห้องนอนเพื่อตรงไปยังห้องรับแขก เสียงตึงตังที่เกิดขึ้นเพราะอารมณ์ของคนร่างบางนั้นเรียกความสนใจให้กับชายหนุ่มที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่ให้หันไปมองทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จนสุดท้ายร่างบางก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างแรง


“ยอลเป็นอะไร” เจ้าของใบหน้าคมสันอย่างคิมมยองซูถามคนรักของตัวเองทันทีที่เห็นว่าอีกฝ่ายดูอารมณ์เสียผิดปกติ


อะไรกันที่ทำให้อีซองยอลของเขาต้องอารมณ์เสียตั้งแต่ตื่นนอน?


“หิวหรอ” ด้วยความที่อยู่ด้วยกันมานาน มยองซูก็พอจะรู้ว่าคนตรงหน้ากินเก่งแค่ไหนและถ้าไม่มีอะไรตกถึงท้องคนหน้าหวานจะอารมณ์เสียขนาดไหน


แต่ซองยอลกลับส่ายหน้าปฏิเสธก่อนจะเหลือบสายตาไปยังโทรศัพท์ของมยองซูที่วางอยู่ข้างๆเจ้าของของมัน และเหมือนเมื่อมยองซูเห็นสายตาของซองยอลก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการให้เขาดูอะไรบางอย่างที่อยู่ในโทรศัพท์ ไม่รอช้ามือหนารีบคว้า iPhone 7Plus สีดำของตนเองขึ้นมาก่อนที่จะรีบเข้าไปในอินเทอร์เน็ตและดูทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะตรงหน้าจอแจ้งเตือนก็ไม่ได้มีอะไร
แล้วมยองซูก็ได้คำตอบเมื่อฟีดข่าวแรกที่ขึ้นมาจากการค้นหาด้วยชื่อของตัวเองนั้นเป็นข่าวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งลงพร้อมรูปประกอบที่ชวนให้หัวเสีย


“ใครกันแน่ตัวจริงของมยองซู เดี๋ยวก็รู้ว่า ชาย หรือ หญิง


ตาคมพินิจมองรูปภาพที่ใช้ประกอบข่าวก่อนจะพบว่ามันเป็นภาพแอบถ่ายของเขาและดาราหญิงคนหนึ่งที่กำลังซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วยกัน ภาพนั้นค่อยข้างชัดเจนว่าเป็นตัวของเขาเพราะมยองซูหันหน้ามาทางกล้องพอดี แต่คนที่เดินข้างๆเขานี่สิ นั้น ซอจีซู ดาราหญิงร่วมค่ายที่มยองซูนั้นรักดุจน้องสาวแท้ ถ้าจำไม่ผิดวันนั้นเขาแค่ออกไปซื้อขนมเพื่อเอากลับมาทานที่กองถ่ายเท่านั้นเอง


และยิ่งได้อ่านเนื้อข่าวด้านล่างก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกรังเกียจสำนักข่าวแย่ๆที่เอาแต่จะหากินกระแสโดยไม่สนใจความเป็นจริงสักนิด การใส่สีตีไข่ให้ความเท็จของเหล่านักข่าวนั้นช่างเป็นอะไรที่น่าสมเพชเสียจริง เขากับจีซูไม่เคยแม้แต่จะคิดเกินคำว่าพี่น้องเลยสักนิด


ต้องเป็นเรื่องนี้แน่ๆที่ทำให้ซองยอลหงุดหงิด ไม่รอช้าร่างหนาเขยิบตัวเข้าไปให้ใกล้กับซองยอลมากขึ้นก่อนที่จะกอดอีกฝ่ายพร้อมทั้งพูดจาออดอ้อนเพื่อง้อทันที จะปล่อยให้สุดที่รักอารมณ์เสียนานก็ไม่ดีหรอก


ใช่ไหมครับ :)


“ยอลก็รู้ว่าเรารักยอลคนเดียว กับจีซูก็เป็นแค่น้องสาวไง”


“เราไม่ได้โกรธมยอง” สุดท้ายซองยอลก็ยอลปริปากพูด ถึงแม้น้ำเสียงจะยังคงหงุดหงิดอยู่ แต่สิ่งที่เจ้าตัวพูดออกมานั้นทำให้คนฟังอย่างมยองซูใจชื้นขึ้นทันที
“เราแค่ เบื่ออออ พวกนักข่าว นี้มันครั้งที่ 5 แล้วนะสำนักข่าวมั่วๆพวกนี้เอาเรื่องนายกับจีซูมาขาย จะยุ่งอะไรหนักหนากับชีวิตคนอื่น” ซองยอลระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างเต็มแม็กซ์ ต้นเหตุของความโมโหนั้นไม่ได้เป็นเพราะรูปของจีซูและมยองซูเลย แต่กลับเป็นสำนักข่าวบันเทิงที่เขียนข่าวโง่ๆไร้จรรณยาบรรณ


ในช่วงแรกที่เขากับมยองซูเปิดตัวกับสื่อว่าเขาทั้งสองที่ต่างเป็นคนที่ทำงานในวงการบันเทิงรักกัน มีข่าวพรรคนี้ออกมามากมาย แต่ซองยอลก็มักจะเลือกที่จะมองๆข้ามมันไป แต่สำหรับครั้งนี้เขาทนไม่ไหวแล้ว ช่วงที่มยองซูถ่ายละครกับจีซูมันมีข่าวแบบนี้ออกมาถี่จนน่าหงุดหงิด แบบนี้จีซูอีกคนที่จะเสียไปด้วยทั้งๆที่ตนเองไม่ได้รับรู้อะไรเลยสักนิด
“เดี๋ยวเราจะไปบอกพ่อให้จัดการให้” เขาพอจะรู้ว่าพ่อของเขามีอำนาจพอที่จะทำให้ข่าวนี้หายไปได้ แถมยังสามารถทำให้สำนักข่าวสวะเหล่านี้หมดหนทางทำมาหากินได้ด้วย ที่สำคัญซองยอลจะได้ไม่ต้องมาหัวเสียกับเรื่องแบบนี้อีก


มือเรียวค่อยๆแกะมือของมยองซูที่โอบกอดตัวของเขาอยู่ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายก่อนจะเผยรอยยิ้มที่มยองซูนั้นไม่สามารถอ่านความหมายของมันได้พร้อมทั้งส่ายหน้าเพื่อปฏิเสธความคิดมยองซู


“มยองไม่จำเป็นต้องบอกพ่อหรอก”


เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์…. แฝงไปด้วยความร้ายกาจ…..  ซองยอลกำลังคิดจะทำอะไรกัน?


แต่คำตอบของอีกฝ่ายนั้นก็พอจะบอกเป็นนัยให้มยองซูได้รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ถึงจะไม่รู้แน่ชัด แต่เขามั่นใจว่ามันต้องเป็นเรื่องที่ ไม่ธรรมดา…..


“วันนี้นายมีถ่ายแบบเครื่องสำอางค์ใช่ไหม….งั้นฉันไปด้วย”


วันนี้ซองยอลจะมาในรูปแบบไหนกัน มยองซูก็อยากจะรู้แล้วสิ…….





ในที่สุดคู่รักนายแบบนักแสดงก็เดินทางมาถึงสถานที่ถ่ายทำ ad โฆษณาตัวใหม่ของมยองซู เพราะละครที่เพิ่งจะออนแอร์ไปทำให้งานพรีเซนเตอร์รุมจีบนักแสดงหนุ่มอย่างมยองซูเต็มไปหมด ไม่เว้นแม่แต่แบรนด์เครื่องสำอางค์ ทางด้านซองยอลที่เพิ่งเสร็จจากงานเดินแบบและถ่ายแบบ Seoul Fashion Week ก็ได้เวลาพักผ่อน ช่วงนี้เขาจึงว่างพอที่จะตามคนรักมาทำงาน


สำหรับ ad ที่ถ่ายในวันนี้เป็น ad ชองลิปสติกตัวใหม่ของแบรนด์เครื่องสำอางค์นี้ที่ทำออกมาเอาใจสาวเอเชียที่ชื่นชอบการแต่งหน้าแบบจัดจ้าน โดยรุ่นนี้มีคุณสมบัติก็คือติดทนนานและแห้งไว้ไม่เหนอะหนะ ดังนั้น adที่จะถ่ายวันนี้จึงต้องมีการจุ๊บแก้มโชว์เพื่อที่จะแสดงให้เห็นประสิทธิ์ของลิปสติกว่าติดทนนานและแห้งไว ทางผู้กำกับจึงเข้ามาบรีฟนายแบบและนางแบบทันที


“วันนี้นะมยองซูจะต้องมีรอยลิปสติกติดอยู่ที่แก้มขวาก่อน เป็นเหมือนตัวแทนลิปสติกแบรนด์อื่นนะ แล้วที่นี้ซูบินจะต้องมาจุ๊บแก้มขวาแล้วจะได้เห็นว่าไม่มีรอย เข้าใจใช่ไหม” นักแสดงนำทั้งสองพยักหน้าเป็นอันว่าเข้าใจงานก่อนจะแยกย้ายกันไปแต่งหน้าทำผม
“ยอลรอแปปนึงนะ เดี๋ยวเสร็จแล้วเราจะพาไปกินไก่ทอด” มยองซูหันไปบอกคนรักที่ขอติดตามมาทำงานด้วยซึ่งซองยอลก็พยักหน้ารับคำอย่างดี ตลอดช่วงเวลาที่ขับรถมาทำงาน มยองซูพยายามคิดว่าซองยอลจะทำอะไรถึงได้พูดเช่นนั้นในห้องรับแขก


เจ้าตัวโมโหเพราะข่าว แต่กลับไม่ต้องการให้ปิดข่าวให้


ซองยอลคิดจะทำอะไรกันแน่ นี่คือสิ่งเดียวที่มยองซูกำลังคิด


“นายไปแต่งหน้าทำผมเถอะ เดี๋ยวฉันอาจจะตามเข้าไป เอาโทรศัพท์มาฝากไว้ที่ฉันก็ได้ เดี๋ยวชาร์ตแบตให้” มยจบบทสนทนาเพียงเท่านี้ก่อนที่มยองซูจะยื่นโทรศัพท์ของตนเองให้ซองยอลแยกไปจัดการตนเองในขณะที่ซองยอลก็นั่งรออยู่ในสตูดิโอ มือเรียวหยิบโทรศัพท์เครื่องเดิมกับที่เควี้ยงใส่เตียงไปเมื่อเช้าขึ้นมาก่อนที่จะทำเป็นเล่นเกมอย่างเพลิดเพลินรอมยองซู ทั้งที่ในความเป็นจริงประสาตรับรู้ของซองยอลนั้นทำงานเพียงแค่ส่วนหูเท่านั้น


ซองยอลค่อยๆเขยิบตัวไปเพื่อให้ตรงกับ ห้องแต่งตัว อีกห้องที่เป็นของนางแบบสาวที่ต้องถ่ายกับมยองซูเพื่อฟังสิ่งที่คนข้างในคุยกัน


“ซูบินว่ามยองซูกับซองยอลนี้เป็นคู่รักเพราะกระแสรึปล่าว แบบว่ารักกันเพื่อผลประโยขน์”
“จริงหรือปลอมไม่รู้นะพี่ แต่ผู้ชายมันจะไปสู้ลีลาสาวได้ยังไง วันนี้หนูจะแกล้งถ่ายหลายๆซีนเลย อยากหอมมานานละแก้มพี่มยองซูเนี่่ย”


“หอมดีๆนะคะน้องซูบิน ไม่แน่อาจจะได้อะไรมากกว่านั้น ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”


“ได้เลยค่ะ จะเอาให้พี่มยองซูติดใจเลย ว่าแต่วันนี้จะพามาทำไมก็ไม่รู้นะคะ จะเอามาปฏิเสธกระแสรึปล่าวคะพี่”


“เป็นไปได้นะคะคุณน้อง ปากปฏิเสธได้  แต่ใจอาจจะกำลังมีความสุขที่จะเป็นอิสระก็ได้นะคะคุณน้อง ฮ่าาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

ซองยอลพยายามข่มอารมณ์ของตัวเองไว้เพื่อที่จะไม่พลั้งมือไม่จัดการกับสไตล์ลิสและยัยซูบินที่พูดจากไม่ดี แต่ก็ต้องอดทนไว้เพื่อให้แผนสำเร็จ


เหตุผลที่ซองยอลตามมยองซูมาในวันนี้หนะหรอ ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ว่าเป็นเพราะข่าวที่เกิดขึ้น


ถ้าหากลองคิดในมุมกลับกันที่ว่าถ้ามยองซูสั่งให้พ่อของเขาลบข่าวที่เกี่ยวข้องออกจนหมด คนก็จะยิ่งมั่นใจไปใหญ่ว่าสิ่งที่ปล่อยออกมานั้นมันจริง ไม่เช่นนั้นคนดังจะตื่นตัวกันทำไม? ลองมาคิดดีๆแล้ว ยิ่งทำแบบนี้มยองซูก็จะยิ่งดูแย่ หากเราทำเป็นไม่สนใจไปเสียอย่าง ข่าวนั้นก็จะดูไร้คุณค่าทันที ก็เหมือนหมาเห่า ถ้าเราไม่เห่าตอบมันก็จะเงียบไปเอง


แต่พอดีว่าซองยอลไม่ได้ต้องการแค่ให้หมาหยุดเห่าหนะสิ เป็นไปได้ก็อยากจะเอากระดูกชิ้นโตๆ ยัด เอาให้ หมา ส่งเสียงเห่าไม่ได้อีกเลยมากกว่า


สร้างกันนักข่าว ปลอม ถ้าอย่างั้นวันนี้มาเจอ ของจริง หน่อยจะเป็นไรไป






“นูน่าครับ ผมขอเสื้อที่ต้องเปลี่ยนหน่อยครับ ผมลืมหยิบเข้ามา”


ทางด้านมยองซูที่แต่งหน้าทำผมเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถึงคิวที่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าบ้าง แต่อาจจะด้วยความที่มัวแต่มองซองยอลที่เอาแต่นั่งเล่นเกมอยู่ตรงโซฟาจึงทำให้เขาลืมหยิบเสียสูทสีดำมา ชุดในวันนี้เขาใส่เพียงสูทสีดำ โดยที่ไม่ใส่เสื้อเชิร์ตข้างในเพื่อโชว์เรือนร่างที่มีมัดกลายประดับอยู่อย่างพอเหมาะพร้อมทั้งผิวเนียนละเอียดเพื่อเป็นการเพิ่มความเร่าร้อนให้กับ ad ที่จะถ่าย


เมื่อได้ยินเสียงคนเดินมามยองซูจึงเดินไปเปิดประตูทันที แต่ก็ต้องตกใจที่คนที่ถือสูทมาให้นั้นกลับเป็นซองยอล ไม่รอช้า คนตัวบางรีบแทรกตัวเข้ามาในห้องแต่งตัวแคบๆของสตูดิโอก่อนที่จะจัดการลอคห้องทันที


“มา เดี๋ยวฉันช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของซองยอลอีกครั้งสร้างความประหลาดใจให้กับมยองซูว่าอีกคนต้องการจะทำอะไร


และสุดท้ายก็ได้คำตอบเมื่อมือเรียวค่อยๆปลดกระดุมเสื้อเชิร์ตที่มยองซูใส่มาช้าๆ ทีละเม็ด….ทีละเม็ด…. จนสุดท้ายแผงอกกว้างเปลือยเปล่าของมยองซูก็ถูกเปิดเผย ไม่หยุดเพียงเท่านั้น ซองยอลค่อยๆช่วยถอดเสื้อออกพร้อมทั้งลูบไล้ฝ่ามือไปตามเรื่องร่างแกร่งของอีกฝ่าย…..อย่างจงใจ


“ยอลจะทำอะไร….” มยองซูพยายามข่มอารมณ์ของตนเองที่เริ่มปะทุขึ้นเพราะการกระทำที่ผิดแปลกไปจากปกติของซองยอล เขาพยายามไม่มองสีหน้าของอีกคนที่ตอนนี้ช่างดูลึกลับและมีเสน่ห์ที่แสนเซ็กซี่แตกต่างจากตอนที่เป็นยอลลี่ของมยองซูโดยสิ้นเชิง ก่อนที่อีซองยอลจะโยนเสื้อเชิร์ตของเขาทิ้งไปอย่างไม่ไยดีและหันมาสบตาคมและพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการออกไป


“ก็แค่จะทำให้ ชาวบ้าน ได้รู้ว่า ตัวจริง ยังไงก็คือตัวจริง


ริมฝีปากบางทาบทัยลงไปยังริมฝีปากหนาของมยองซูทันทีที่จบประโยค เมื่อได้รับสัมผัสอันแสนพิเศษจากคนรัก มยองซูก็รีบคว้าเอวของซองยอลไว้ก่อนที่จะดึงกายของอีฝ่ายให้เข้ามาแนบชิแผ่นอกเปลือยเปล่าของตน ในขณะที่ค่อยๆพลิกมาเป็นผู้คุมเกมรักในวันนี้ ลิ้นทั้งสองเกี่ยวกระหวัดแลกเปลี่ยนความหวานซึ่งกันและกันอย่างกระหายอยาก


“อื้อ..มยองซู..”


ซองยอลครางเสียงกระเส่าทันทีที่มยองซูผละริมฝีปากออกไปก่อนที่จะซุกไซร้ลำคอระหงษ์อย่างหฤหรรษ ริมฝีปากหนาสร้างรอยสีกุหลาบเอาไว้เพื่อตีตราให้ทุกคนได้ทราบว่าตัวจริงของเขานั้นคือใครกันแน่


“อ้า..ม...มยองซู...อย่ากัด”


เสียงครางหวานหูของซองยอลปลุกอารมณ์มยองซูให้ลุกโชนขึ้นมาได้อย่างดีราวกับเชื้อไฟ มือหนาค่อยๆไล่ปลดกระดุมเสื้อของซองยอลช้าๆ โดยที่ปากนั้นก็ดูดกลืนความหอมหวานของปากนุ่มนิ่มของซองยอลไปด้วย เมื่อหนาลากผ่านยอดอกสีชมพูที่กำลังชูชันตามสัมผัสของมยองซูที่กำลังปลุกอารมณ์ของซองยอลให้ร้อนระอุเช่นเดียวกัน


“มยอง..พอก่อน” ซองยอลรีบห้ามอีกคนทันทีเมื่อรู้ว่ามันจะต้องเลยเถิดแน่ๆหากพวกเขายังปล่อยให้อารมณ์พาไป มือเรียวผลักอีกคนออกจากตัวเล็กน้อยก่อนที่จะหยิบสูทที่มยองซูต้องใส่ถ่ายแบบสวมให้มยองซูทันที ในเวลาเดียวกันมยองซูก็กำลังช่วยซองยอลติดกระดุมเสื้อเชิร์ตอย่างจำใจ หากพวกเขาปล่อยให้อารมณ์พาเขาทั้งสองไปยังดินแดนแห่งความสุข เขาอาจจะเสียการเสียงานกันได้ แต่ซองยอลก็ทำให้เขายิ้มได้อีกครั้ง ถึงแม้เมื่อกี้จะขัดอารมณ์เขาก็เถอะ


“ไว้ต่อที่คอนโดนะ”


ในเมื่อร่างกายของทั้งคู่ยังไม่ถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์ … ก็กลับไปต่อที่ห้องนอนน่าจะสะดวกกว่าในห้องแต่งตัว….


“ไหนดูซิ นายแบบสุดหล่อของฉันเป็นยังไงบ้าง” ซองยอลหยิบทิชชู่ที่พกมาจัดการซับเหงื่อให้กับนายแบบสุดที่รักที่อาจจะออกเพราะกิจกรรมแสดงความรักเมื่อครู่นี้ก่อนจะจัดการจับเสื้อสูทให้เข้าที่พร้อมทั้งเช็คหน้าและผมให้อย่างครบถ้วน


“อืม…. ไปข้างนอกกันเถอะ คนคงจะ รอ นายถ่ายแบบอยู่”


ซองยอลจับมือมยองซูไว้แน่นก่อนที่จะเปิดประตูออกมาจากห้องแต่งตัว แต่ก็ต้องพบกับบุคคลสองคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าห้องแต่งตัวพอดี สีหน้าของคนทั้งสองคนนั้นดูตกใจทีเห็นซองยอลเปิดประตูออกมาในตอนนี้ ในขณะที่ซองยอลนั้นกลับยิ้มให้ทั้งสองคนทันที


“อ้าว ซูบิน พี่จีวอน มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่หรอครับ แล้วมาทำอะไรหน้าห้องแต่งตัวผู้ชายหรอครับ”


“ก..ก...ก็ ก็” เหมือนคนที่ติดอ่าง ทั้งซูบินและจีวอนต่างไม่รู้จะตอบคำถามออกไปยังไง เพราะถ้าถามว่าเมื่อกี้เขาทั้งสองได้ยินอะไรบ้าง……. ก็ตามที่ควรจะได้ยินในระยะใกล้นั้นแหละ…. เสียงดังแบบนั้นใครจะไม่ได้ และใครจะไม่รู้… ว่าเขาทั้งสองทำอะไรกัน


“อ๋อ มยองซู ลืมหนะ อ่ะนี้ โทรศัพท์นาย” ซองยอลหยิบ iphone สีดำคืนให้มยองซูก่อนจะหันมาทางสองสาวที่ยังคงอ้ำๆอึ้งๆอยู่


“ไปกันเถอะมยองซู แต่เอ๊ะ นายยังไม่มีรอยจูบบนแก้มเลยหนิ!”


ตามที่ผู้กำกับได้บรีฟไว้ มยองซูจะต้องมีรอยลิปอยู่ที่ข้างแก้ม นั้นแปลว่าจะต้องมีใครสักคนจุมพิตลงไปบนแก้มนุ่มๆนั้น และแน่นอนว่ามันจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากซองยอลคนนี้ มือเรียวล่วงหาลิปสติกสีแดงสดที่เตรียมไว้ด่อนที่จะทาลงบนริมฝีปากจนแดงสด มือเรียวจับแก้มทั้งสองข้างของมยองซูเอาไว้ก่อนจะค่อยๆโน้มลงมาพร้อมทั้งประทับรอยจูบลงไปที่แก้มของมยองซูต่อหน้าต่อตานางเอกอย่างซูบิน


จำเอาไว้ อย่าทำให้คนอย่างซองยอลโมโห


คิมมยองซูเป็นของซองยอล จำไว้!


“ตรงอกมันว่างๆ ฉันว่ามันน่าจะมีอะไรสักหน่อย” ไม่รอช้าซองยอลประทับรอยจูบลงไปบริเวณหน้าอกข้างซ้ายของมยองซูทันทีท่ามกลางความตกใจของสองสาว การกระทำที่ไม่แคร์ใครของซองยอลเล่นเอาสองสาวที่ต่างมาดหมายไว้ว่าจะได้มีโอกาสสัมผัสแก้มเนียนของนายแบบสุดฮอตก็ต้องพังทลายไปทันที


คงต้องยอมรับแล้วแหละ ว่าตัวจริง...ก็คืออีซองยอล


“นี้ ยืนบื้ออยู่ทำไม รีบๆไปถ่ายแบบกันดีกว่า จะได้รีบกลับบ้าน ฉันกับมยองซูมีอะไรต้อง ทำ อีกยาว ฉันอยากกลับบ้านแล้ว” ซองยอลตั้งใจจะเน้นคำบางคำพื่อที่จะ ตอกย้ำ ให้สองสาวขี้เม้ารู้สักทีว่าของจริงคือใครก่อนที่จะเดินพามยองซูไปส่งที่หน้าเซ็ตทันที ไม่ลืมที่จะส่งกำลังใจให้มยองซูอีกครั้งโดยการหอมแก้มซ้ำรอยเดิม ก่อนที่สุดแสบจะหยุดการกระทำทุกอย่างและกลับไปนั่งรอมยองซูถ่ายแบบ


ยังไงก็หวังว่าสองสาวขี้เม้าจะช่วยไปเม้าๆๆๆๆๆๆๆ ต่อจนเป็นข่าวขึ้นมาอีกนะ ในเมื่อชอบพูดดีนักว่าใครคือตัวจริง ก็เอาให้เห็นกันไปเลยว่าใครคือ ตัวจริง


คิดจะเล่นกับคนอย่างอีซองยอล…..คิดผิดแล้ว


อะไรก็ตามที่เป็นของอีซองยอล….ถ้าอยากได้นัก ก็ข้ามศพของเขาไปก่อนเถอะ!





หลังจากได้โทรศัพท์คืนมา มยองซูก็รีบเปิดเช็คทันทีว่าซองยอลได้ทำอะไรกับโทรศัพท์ของเขารึปล่าวในช่วงเวลาที่เอาโทรศัพท์ของเขาไปชาร์จแบต


“แสบจริงๆ ยอลของฉัน”


และก็เป็นไปตามคาดเมื่อเปิดเช็คแอพพลิเคชั่นแชทดูก็พบกับบทสนทนาบางอย่างที่ซองยอลสร้างมันขึ้นมา


มยองซู : ซูบินอา ช่วยหยิบสูทมาให้อปป้าที อปป้าลืมมันไว้ข้างนอก เปลี่ยนเสื้อไม่ได้เลยอา ซูบิน


ซูบิน : อปป้าอยู่ในห้องแต่งตัวใช่ไหมคะ


มยองซู : ใช่เลย รีบมานะซูบิน


ซองยอลส่งข้อความไปหลอกให้ซุบินเดินมาที่ห้องแต่งตัวเพื่อที่จะให้มาได้ยินเสียงของเขากับซองยอลที่กำลังมีความสุขสินะ


ร้ายจริงๆนะ อีซองยอล


“ไว้ฉันจะต่อที่บ้านจนนายออกไปไหนไม่ได้เลย”


ถึงนายจะร้ายแค่ไหน ฉันก็นรักนายนะ อีซองยอล



talk :)
บอกจะลงตี 2 เลยมา 10 กว่านาที 55555 แอมโซซอรี่นะคะ จะบอกว่าตอนนี้มันสั้นจังรุย เพราะมันเกิดจากความคิดชั่ววูบที่มีการีเควสสีลิปมา ทำให้เกิดอะไรแบบนี้ ไม่มีฉากหวือนะคะ ไม่อยากให้มีทุกตอน เพราะน้องยอลจะพรุนเอา 5555 คือ MYLiptalk จะเป็นเรื่องราวของนายแบบซองยอลและนักแสดงมยองซูเลยนะคะ แค่จะเป็นแต่พาร์ทแต่ละช่วงอารมณ์ที่ต่างกันตามสีของลิปสติก 

อยากจะบอกว่าเราตกใจมากที่ได้รับการตอบรับมากกว่าที่คิดไว้ ไม่คิดว่าจะลิปทอล์คจะได้รับการตอบรับดีขนาดนี้ ;-; ยังไงก็ขอบคุณมากๆนะคะ สามารถหวีดหวือววิ๊ดวิวหรือรีเควสสีของลิปสติกได้ที่ #MYLiptalk นะคะ กราบลากันตรงนี้เพราะง่วงแล้ว ขอบคุณที่รักกันนะคะ เลิฟฟ 






วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560



MY Lip Talk series
pair : Myungsoo x Sungyeol
tag : #MYLiptalk

Myungyeol Lip Talk series [sf series]

First color : Kiss me harder 03Miss Single






การแต่งหน้า เป็นสิ่งที่ทั้งหญิงและชายต่างทำกัน หลายคนบอกว่า การแต่งหน้านั้น สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของคนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ด้วยพลังแห่งสีสันเครื่องสำอางค์


แต่มีเครื่องสำอางค์ชนิดนึงซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงเกือบทุกคนบนโลกใบนี้มีนั้นก็คือ “Lip Stick” หลายแบรนด์ มากสี หลากรูปแบบ ทั้งนี้ เจ้าเครื่องสำอางค์ชนิดนี้มีหน้าที่แต่งแต้มริมฝีปากของคนเราให้ดูมีสีสันมากกว่าที่เคยเป็น


ว่ากันว่า สี ของลิปสติกนั้น เป็นตัวแปรสำคัญของลุคที่จะออกมาให้แต่ละครั้งที่เราแต่งหน้า หากวันไหนที่เราต้องการความร้อนแรง ความจัดจ้าน ลิปสติกที่เราเลือกใช้ก็คงจะเป็นสีที่มีความเข้มและจัดจ้าน ส่วนวันไหนที่เราต้องการลุคที่ดูเรียบร้อย ดูธรรมชาติ ลิปที่ใช้อาจเป็นเพียงลิปกลอสสีบางเบา หรือสีที่อ่อนและดูเป็นธรรมชาติ


หากเปรียบสีของลิปสติกเป็นอารมณ์ของคนเรานั้น บางวันเราอาจจะดุดัน บางวันเราอาจจะอ่อนหวาน ซึ่งมันก็เป็นแค่สิ่งปรุงแต่ง เพราะแท้จริงแล้ว เรา ก็ยังเป็นเราคนเดิม


แล้ววันนี้หละ คุณใช่ลิปสติกสีอะไร?





ในสตูดิโอถ่ายแม็กกาซีนวัยรุ่นชื่อดังที่ตอนนี้ถูกตกแต่งและเซ็ตฉากด้านหลังให้เป็นสีขาวสว่างดูสะอาดตาถูกเซ็ตไว้เพื่อเตรียมเป็นฉากในการถ่ายแบบวันนี้ เหล่าบรรดาทีมงานต่างเริ่ใถยอยกันเข้ามาเช็คไฟและองศาการถ่ายภาพต่างๆรวมถึงเซ็ตฉากให้สมบูรณ์ตามที่ต้องการ
ถัดไปอีกห้อง ด้านหน้าของกระจกบานใหญ่ปรากฏชายหนุ่มสองคนที่กำลังแต่งหน้าและทำผมกันอยู่เพื่อรอที่จะถ่ายแบบในวันนี้


ในวินาทีนี้ คงจะไม่มีใครที่ฮอตไปมากกว่าคู่รักอย่าง ‘มยองซูและซองยอล’ นายแบบและดารานักแสดงชายชื่อดังที่เพิ่งประกาศว่าทั้งสองนั้นไม่ได้มีสถานะเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกัน แต่ทั้งคู่นั้นเป็น คนรู้ใจ ของกันและกันมานานแล้ว เรียกได้ว่าตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเข้าวงการซะด้วยซ้ำ


จะบอกว่าเป็นคู่รักที่ไม่แคร์สื่อก็คงจะได้ เพราะทั้งมยองซูและซองยอลนั้นก็ไม่เคยปิดบังความสัมพันธ์อะไรทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าจะมีแฟนคลับบ้างส่วนที่ไม่พอใจ หรือสังคมจะไม่เปิดใจ แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะในเมื่อเขาทั้งสองรักกัน เขาก็ไม่จำเป็นต้องแคร์ความรู้สึกใครมากไปกว่าความรู้สึกของกันและกัน


“ของน้องซองยอลเสร็จแล้วนะคะ เดี๋ยวเชิญไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้เลยค่ะ” ดวงตากลมโตถูกแต่งแต้มด้วยอายไลน์เนอร์สีนำสนิทจนคมเฉี่ยว ริมฝีปากอวบอิ่มถูกแต่งแต้มด้วยทินท์สีแดงระเรื่อจนน่ามอง พวงแก้มใส่มีสีระเรื่อของบลัชออนประปราย ผมสีน้ำตาเข้มถูกเซตให้ดูยุ่งเหยิงเล็กน้อยแต่แฝงไปด้วยความธรรมชาติ
ในวันนี้โคดี้นูน่ารังสรรค์ให้ทั้งสองคนอยู่ในลุคที่เบาสบายแต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ที่เย้ายวนเล็กน้อย ตามคอนเซป “Good moring” คอนเซปของคู่รักในยามเช้าที่เพิ่งตื่นนอน


“ขอบคุณนะครับพี่จีเอ ของมยองซูต้องแต่งอีกนานไหมอะครับ” ซองยอลที่แต่งหน้าทำผมเสร็จแล้วหันไปถามโคดี้อีกคนที่กำลังแต่งหน้าให้มยองซูอยู่


“ถ้าไม่นาน ผมจะได้รอไปเปลี่ยนด้วยกัน”


ในวันนี้ นอกจากคอนเซปของการถ่ายรูปจะเป็นการแสดงความรักในยามเช้าแล้ว อีกสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นจุดพีคของการถ่ายแบบก็คือเรือนร่างของนายแบบทั้งสอง วันนี้ทั้งมยองซูและซองยอลอาจจะต้องเผยเรือนร่างส่วนบนให้ได้ถ่ายภาพกันสักเล็กน้อยเพื่อความสมจริงของคอนเซป ซึ่งนั้นแหละ เป็นสิ่งที่คนอย่างซองยอลไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่


“เสร็จพอดีเลยค่ะน้องยอล หล่อไหม พี่ตั้งใจแต่งสุดฝีมือเลยนะ” ซองยอลหันไปมองคนรักของตัวเองที่ก็ถูกแต่งออกมาในลุคไม่ต่างกับซองยอลมาก ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นยังคงดึงดูดซองยอลให้หลงเข้าไปในภวังค์ของมันได้เสมอ ผมสีดำสนิทถูกเสร็จให้ดูยุ่งเหยิงเหมือนกับเด็กที่เพิ่งตื่นนอน ซึ่งซองยอลมองว่ามันน่ารักมากๆเลยแหละ :)


“งั้นเดี๋ยวผมกับซองยอลขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อนนะครับ” ไม่พูดปล่าวมยองซูจับมือของคนตัวบางก่อนจะดึงขึ้นจากเก้าอี้และมุ่งหน้าไปยังห้องแต่งตัวด้วยกัน


“มยอง” เสียงเล็กเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังเดินไปเปลี่ยนชุด


“อะไรหรอยอล”


“วันนี้เราจะทำออกมาได้ดีไหมอ่ะ” ถึงซองยอลจะเป็นนายแบบอาชีพ ส่วนมยองซูเป็นนักแสดง แต่นี้ก็เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้ถ่ายแบบด้วยกันสองต่อสอง พูดตามตรงเลยว่า ถึงจะเป็นนายแบบอาชีพ แต่ซองยอลก็อดรู้สึกประหม่าไม่ได้


“เรากลัวเราแสดงความรู้สึกออกมาได้ไม่ดีอ่ะ”


ในการถ่ายภาพนิ่ง สิ่งที่จะเป็นตัวสื่อสารทุกอย่างออกมาก็คือท่าทางและสายตา ซองยอลกลัวว่าวันนี้ เขาจะประหม่าจนทำมันออกมาได้ไม่ดี


“เราต้องถ่ายกันกี่โมงหรอ?” มยองซูผู้ซึ่งจำตารางงานไม่ค่อยได้ถามซองยอลถึงเวลาที่จะถ่ายทำ เพื่อว่าเขาจะให้เวลาซองยอลได้ผ่อนคลายลงบ้าง


จริงๆมยองซูแหละว่าซองยอลจะต้องทำออกมาได้ดี เพราะการถ่ายแบบคือาชีพหลักของซองยอล เป็นตัวเขาเองต่างหากที่ไม่ค่อยได้ทำงานด้านภาพนิ่ง แต่ด้วยนิสัยของคนตัวบางที่เป็นคนขี้กังวล มยองซูจึงอยากะหาอะไรบางอย่างเพื่อให้ซองยอลได้ผ่อนคลายก่อนที่จะทำงาน


“11 โมง ตอนนี้เพิ่ง 9.45 เอง ทำไมหรอมยอง” ซองยอลถามอีกคนด้วยความสงสัย


“เราว่ายอลเครียดเกินไป ไปหาอะไรทำผ่อนคลายกันก่อนดีไหม” มยองซูยื่นข้อเสนอให้กับซองยอล ซึ่งซองยอลก็พยักหน้าตอบตกลงโดยดี เพราะนี่ก็เหลือเวลาอีกตั้ง 1.15 ชม.กว่าจะถ่ายทำ ให้เขาได้ออกไปผ่อนคลายบ้างเพื่อที่จะได้ถ่ายงานได้ง่ายขึ้น


มยองซูเดินไปบอกพี่ๆทีมงามว่าพวกเขาขออกไปข้างนอกสักพักซึ่งทุกคนก็ยินดีเพราะรู้ว่าทั้งสองนั้นเป็นคนที่รับผิดชอบและจะกลับมาได้ทันเวลาถ่ายทำ เมื่อได้รับคำอนุญาตมยองซูก็พาซองยอลไปที่รถของตนเองทันทีก่อนจะขับออกไปจากสตูดิโอด้วยความรวดเร็ว


“เราจะไปไหนกันหรอมยอง” ซองยอลที่ไม่เคยขับรถถามด้วยความสงสัย เขาเองมีนิสัยเสียอย่างนึงคือไม่เคยจำเส้นทางได้เลย อยากจะรู้เหมือนกันว่ามยองซูจะพาไปไหน


“วันนี้พี่ซีวอนบรีฟมาว่ายังไงบ้าง” คนตัวสูงไม่ได้ตอบแต่กลับถามคำถามใหม่แทน


“ก็บอกว่าขอแบบแนบชิดกันหน่อย ฟิลแบบว่าแสดงความรักกันยามเช้าหนะ ไม่ต้องดูอีโรติกมาก นี้เป็นนิตยสารวัยรุ่น” ตามที่ทางบก.ได้บรีฟซองยอลมาก็คือขอแค่แนบชิดแต่ไม่ต้องถึงขั้นแนบแน่นและออกไปในทางที่ดูจัดจ้านเกินไป เป็นเหมือนความรักใสๆที่แฝงไปด้วยความร้อนระอุภายใน


“ปกติก่อนแสดงความรักตอนเช้าเนี่ย คนเราต้องทำอะไรหละ?” คนร่างสูงถามคนร่างบางพร้อมทั้งขับรถเข้าไปในอาคารแห่งหนึ่ง วนขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆโดยที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจอด


“ก่อนตื่น ก็ต้องนอนหลับสิ มยองก็ถามแปลก” เสียงใสตอบอีกคนพร้อมทำขำไปด้วย ก่อนตื่นนอนก็ต้องนอนหลับสิ มีเรียวซุกซนเอิ่มไปจบผมที่ชี้ฟูของมยองซูเล่นอย่างสนุกสนาน


“ว่าแต่ เราขึ้นมาบนลานจอดรถสูงขนาดนี้ทำไมหรอมยอง” อาจจะเพราะมัวแต่เล่นเพลิน รู้ตัวอีกทีมยองซูก็วนรถขึ้นมาจอดบนลานจอดรถชั้นที่ไม่มีรถเลยสักคัน เป็นเพียงลานจอดรถโล่งๆ ที่มีแค่รถของเขาและมยองซูจอดอยู่คันเดียว


“แล้วก่อนนอนหลับเราจะทำอะไรก่อน” มยองซูยังคงยิงคำถามไม่หยุด มือหนาปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองออกก่อนที่จะโน้มตัวลงมาเพื่อที่จะได้ใกล้ซองยอลมากขึ้น


“อะไรกันมยอง ตอบเรามาก่อน พาเรามาที่นี้ทำไม” ซองยอลรู้สึกได้ถึงบางอย่าง สัญญาณเตือนบางอย่างบอกให้ซองยอลรับรู้ว่าตอนนี้ มันไม่ปกติ….


“ตอบเรามาก่อน ว่าก่อนนอนคนเราทำอะไรกัน” ดวงตาคมจ้องไปที่ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอย่างเจ้าเล่ห์ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเรื่องจับสัญญาณอะไรได้แล้วแหละ ซึ่งมยองซูก็ต้องการให้เป็นแบบนั้น


“ก่อนนอนก็ต้องแปรงฟันป่ะละ” ซองยอลตอบออกไปอย่างกวนๆ เพราะจริงๆแล้ว ซองยอลเข้าใจแล้วแหละว่า คำตอบ ที่อีกคนต้องการคืออะไร…


เจ้าเล่ห์นักนะ คิมมยองซู


“ผิด” มยองซูส่ายหน้า







“งั้นก็รีบๆเฉลยมาเถอะ ขี้เกียจ รอ แล้ว”


ริมฝีปากหนาของมยองซูทาบทับลงบนริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อของซองยอลทันที ไม่ต้องรอให้เสียเวลาทั้งสองต่างชิมความหวานของกันและกันทันที ลิ้นร้อนของทั้งคู่ผลัดกันกวาดชิมความหอมหวานและซาบซ่านอย่างไม่มีใครยอมใคร มยองซูค่อยๆเอื้อมทือไปปลดเข็มขัดนิรภัยของซองยอลออก ก่อนที่จะปรับเบาะให้เอนนอนลงไปโดยที่ริมฝีปากยังคงไม่ห่างจากก่อน


เสียงดูดดึงชิมความหวานดังก้องไปทั่วรถ เสียงเครื่องยนต์ที่ดังอยู่นั้นก็ไม่อาจกลบเสียงแห่งความสุขสมของทั้งสองคนได้ มยองซูค่อยๆละริมฝีปากออกก่อนจะจ้องมองเขาไปในดวงตาของซองยอลที่ตนนี้กำลังหยาดเยิ้มไปดวงแรงปราถนา


“นี้แหละ วิธีที่จำทำให้นายผ่อนคลาย”


“แต่นายก็อย่างรุนแรงน….อื้ม..อ่า...”


ซองยอลร้องออกมาด้วยความเสียวซ่านเมื่อมยองซูซบเม้มที่บริเวณหลังใบหูก่อนจะลากไล้สัมผัสอันร้อนแรง แทะเล็มคอระหงก่อนจะฝากรอยสีกุหลาบเอาไว้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ในขณะที่กำลังปรนเปรอให้ซองยอลได้สุขสันต์ เมื่อหน้าของมยองซูก็ค่อยๆปลดกระดุมเสื้อเชิร์ตของซองยอลออกช้าๆ ปากร้อนเลื่อนขึ้นไปมอบจุมพิตอันร้อนแรงเพิ่มไฟสวาทให้ลุกโชนขึ้น ซึ่งซองยอลก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีโดยการค่อยๆปลดกระดุมเสื้อเชิร์ตของอีกฝ่ายเช่นกัน


แต่ดูเหมือนว่ามยองซูนั้นจะชำนาญกว่า เพราะเมื่อปลดกระดุมของซองยอลเสร็จ ปากร้อนก็เข้าครองตุ่มไตสีหวานที่ประดับอยู่บนหน้าออกข้าวเนียนทันที โดยที่มืออีกขางก็ไม่ลืมที่จะลากไล้ไปทั่วเรือนร่างเนียนนุ่มสร้างความหฤหรรษ์ให้ซองยอล


“อ้า...ม..มยองซู...อ้า...”


เสียงครางซาบซ่านของซองยอลปลุกอารมณ์ของมยองซูให้ลุกโชน ถึงในรถจะเปิดแอร์เย็นช่ำ แต่บรรยากาศนั้นช่างร้อนแรงจนเหงื่อโซมกายคนทั้งสอง ซองยอลขยุ้มกลุ่มผมสีดำของมยองซูจนยุ่งเพื่อระบายความสะท้านจากการเล้าโลมของมยองซูที่ตอนนี้กำลังค่อยๆปลดกระดมกางเกงของซองยอลอยู่


“รู้สึกดีขึ้นไหมซองยอล” มยองซูถามพลางเล้าโลมแก่นกายสีหวานของซองยอลที่ตอนนี้กำลังต้องการที่จะปลดปล่อยออกมาแล้ว


“ด...ดี...นาย..นายช่วยทำให้ฉันผ่อนคลาย..กว่านี้..ได้ไหม...อื้อออ….”


พูดยังไม่ทันขาดคำนิ้วเรียวก็สอดแทรกเขามาในช่องทางรัก มยองซูค่อยๆทำการเบิกทางเพื่อให้อีกคนคุ้นชินเตรียมที่จะโอบกอดเขาไว้เหมือนครั้งอื่นๆ


“จ...เจ็บ.อื้อ...มยองซู..ไม่ไหว..แล้ว..”


ริมฝีปากหนาไม่ลืมที่จะขึ้นไปมอบจูบอันแสนเร่าร้อนไม่ต่างจากเบื้องล่างเพื่อให้อีกคนคลายหายจากความเจ็บปวดและรู้สึกผ่อนคลาย แต่ในขณะเดียวกันนั้น ซองยอลก็ไม่ยอมให้ตนเองถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว มือเรียวเลื่อนลงไปปลดกางเกงของอีกคนออกพร้อมทั้งทำเหมือนที่คนตัวสูงเคยทำให้กับตัวเอง


“อืม...ซองยอล..อืม...ดี...”


เสียงคำรามทุ่มต่ำด้วยความพอใจของมยองซูแสดงให้รู้ว่าเขานั้นรู้สึกมีความสุขที่ได้รับสัมผัสจากอีกคนแค่ไหน


“ม..มยองซู” เสียงหวานที่แหบพร่านั้นช่างเซ็กซี่เหลือเกินยามที่เอยชื่อของเขา


“มาผ่อนคลายไปด้วยกัน” ซองยอลเอื้อมมือไปปรับเบาะรถยนต์ก่อนจะเปลี่ยนสลับตำแหน่งโดยที่ตนเองขึ้นมาอยู่ด้านบนแทน


“นายมั่นใจใช่ไหมซองยอล”


“เหลือเวลาอีกไม่มากนะ จะทำอะไรก็รีบทำ อ้า...อื้อ...”


เสียงหวีดร้องอย่างสุขสมดังขึ้นเมื่อมยองซูยกร่างบางของซองยอลขึ้นก่อนจะค่อยๆลุกล่ำเข้าไปในร่างกายของอีกคนในคราวเดียว


“อ๊า...แน่นจัง...”


นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้โอบกอดกันและกันแบบนี้ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้รู้สึกดีแบบนี้ ซองยอลโน้มตัวลงไปก่อนที่จะประกบปากลงไปเพื่อแลกสัมผัสลึกซึ้งอีกครั้ง ไม่ลืมที่จะขยับตัวไปด้วยเพื่อสร้างความซาบซ่านในการกิจกรรมรักในครั้งนี้


“อ๊า...มยองซู..”


เสียงหวานเรียกชื่อบุคคลอันเป็นที่รักพร้อมทั้งมอบความสุขให้อีกฝ่ายอย่างไม่รู้จักเน็ตเหนื่อย เช่นเดียวกับมยองซูที่สวนสะโพกตอบรับทุกสัมผัสของคนน่ารัก


ไม่รู้เหมือนกันว่ากี่ปีแล้วที่พวกเรารักกัน ความสุขของการมีกันและกันนั้นแทบจะทำให้มยองซูลืมวันและเวลาเลยก็ว่าได้ แต่ไม่ว่าจะอีกนานแค่ไหน มยองซูก็จะเป็นของซองยอล และซองยอลก็จะเป็นของมยองซูเพียงคนเดียวเท่านั้น


ดวงตาของทั้งสองสบกัน คงไม่ต้องมีคำพูดใดๆมาอธิบายความรู้สึกของทั้งสองคนในเวลานี้ เพราะพวกเขาต่างใช้ภาษากายแทนคำพูดทุกอย่าง เมื่อสองประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ก่อนที่ทั้งคู่จะพากันไปยังดินแดนแห่งความสุขที่มีเพียงซองยอลและมยองซูที่ได้เข้าไปเยือนเท่านั้น


มยองซูพลิกตัวกลับขึ้นมาอยู่ข้างบนก่อนจะค่อยๆพาร่างของตัวเองออกจาการโอบกอดของคนหน้าหวาน สัมผัสแผ่วเบาถูกประทับลงบนหน้าผากเนียนใสด้วยความรัก ซองยอลหลับตาพริ้มรอรับความสุขที่มยองซูมอบให้ก่อนจะหอมแก้มอีกคนเพื่อเป็นการตอบแทน


“ถ้ากลับไปแล้วโคดี้นูน่าดุนะ เราจะโทษมยองคนเดียวเลย” เสียงเจื้อยแจ้วอย่างแสนงอนเรียกรอยยิ้มของมยองซูได้เช่นเคย จริงๆตอนนี้ใบหน้าของเขาทั้งสองก็ไม่ได้แตกต่างไปจากที่ถูกแต่งเมื่อเช้าหรอก ในทางกลับกัน ปากอิ่มของซองยอลในตอนนี้กำลังเห่อบวมเล็กนอยพร้อมทั้งเป็นสีแดงสดสวยงามกว่าตอนที่แต่งออกมาเสียอีก มยองซูหยิบทิชชู่ที่พกไว้ในรถก่อนจะบรรจงซับเหงื่อให้ร่างของซองยอล มอหนาจัดการแต่งตัวคนหน้าให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง


มยองซูยังคงเป็นคนอบอุ่นสำหรับซองยอลเสมอ ในเวลาที่ดูแลกันและกัน มยองซูนั้นอ่อนโยนกับซองยอลเสมอ แต่ในเวลาที่พวกเขามอบร่างกายห้กันและกัน มยองซูจะแฝงไปด้วยความร้อนแรงที่พร้อมจะหลอมละลายคนอย่างซองยอลเสมอ แต่ทุกสิ่งก็เป็นแค่อารมณ์ปรุงแต่งเท่านั้น เพราะยังไง ตัวตนที่แท้จริงของมยองซูนั้น ช่างแสนดีจนใครหลายๆคนคาดไม่ถึงเลยแหละ


ซองยอลช่วยมยองซูแต่งตัวและเช็ดเหงื่อเหมือนที่อีกฝ่ายทำให้ตัวเอง ทั้งสองช่วยกันแต่งตัวให้อยู่ในสภาพเดิมมากที่สุดเพราะตอนนี้ก็ 10.30 แล้ว ถึงเวลาพี่พวกเขาจะต้องกลับไปที่สตูดิโอเพื่อถ่ายนิตยสารต่อแล้ว


“ในเมื่อเราทำกิจกรรมก่อนนอนไปแล้ว เดี๋ยวเราตอนไปถ่ายแบบหลังจากที่เราตื่นนอน ยอลพร้อมไหม”


“อืม ยอลพร้อมแล้วแหละ”






ที่งานประกาศรางวัลปลายปีของนิตยสารชื่อดัง ซองยอลและมยองซูกำลังอยู่บนเวทีเพื่อที่จะรับรางวัลปกที่มียอดขายดีที่สุดในรอบปี ไม่น่าเชื่อว่าปกของซองยอลและมยองซูจะทำลายสถิติยอดขายทั้งหมดเท่าที่เคยมีมาแบบขาดลอย ทั้งคู่ขึ้นไปรับรางวัลด้วยกันก่อนจะถึงช่วงสัมพาสษ์ความรู้สึก ซึ่งมยองซูก็ให้ซองยอลเป็นคนตอบคำถามทั้งหมด


“ให้คำถามสุดท้ายแล้วนะคะ คุณซองยอลกับคุณมยองซูจะได้ไปพักผ่อน”  MC ของงานบอกบรรดาพี่ๆนักข่าวที่ต่างยิงคำถามเกี่ยวกับทั้งคู่ไม่หยุดหย่อน จนสุดท้ายก้มีหญิงสาวจากสำนักข่าวนึงเป็นคนถามมันออกมา


“ภาพของคุณซองยอลและคุณมยองซูสื่ออารมณ์ออกมาได้ดีมากๆเลยนะคะ ไม่ทราบว่าในตอนนั้นมีแอคติ้งโค้ชหรือการบรีฟยังไงถึงได้ภาพที่ออกมาได้ดีขนาดนี้คะ”


ทันทีที่คำถามจบ ซองยอลก็หันไปยิ้มให้มยองซู ซึ่งอีกคนก็พยักหน้าเพื่อให้ซองยอลได้ตอบตามสบาย


“พวกผมสองคนก็แค่ทำมันตามความรู้สึกอะครับ รู้สึกยังไงก็แสดงออกมา”


“ส่วนเรื่องการบรีฟแล้วก็แอคติ้งโค้ชเนี่ย...”


“จริงๆแล้วมันเป็นเทคนิคเฉพาะตัวของเราสองคนครับ :)”


FIN

talk :)

สำหรับสาเหตุที่ต้องระเห็จมาลงที่นี้ก็คงจะทราบนะคะ 55555555555555 คุณคะ นี้คือครั้งแรก ฉีกกฏกุลสตรีทุกอย่าง คือแบบ กรุณาบอกเราด้วยว่ามันสมูทรึปล่าว กังวลยิ่งกว่าแต่งฟิคเรื่องแรกอีกค่ะแม่ขา 55555 


อยากจะบอกว่า มันไม่ใช่ซีรีย์อะไรหรอก แค่คิดว่า ถ้าฉันอย่างแต่ง SF แต่งไปแต่งมาเยอะรกไปหมด ก็เลยคิดว่า เราจะเอาสีของลิปมาเป็นตัวที่จะให้ SF ของเราในอนาคตอยู่ในโหมดเดียวกัน ชื่อตอนแต่ละตอนจะเป็นชื่อสีลิปสติกนะคะ แซ่บหรือใสก็อยู่ที่นะคะ 5555


ขอบคุณมากที่เข้ามาอ่านงานวี๊ดวิวครั้งแรกของเรานะคะ ยังไงก็ฝาก


#MYLiptalk ด้วยนะคะ จิบิ จุบุ